คำถามเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉิน

1.ยาคุมฉุกเฉิน ใช้ในยามฉุกเฉินเท่านั้น เช่น ถุงยางอนามัยแตก ลืมกินยาคุมปกติ มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้เตรียมตัว หรือไม่รู้ตัวมาก่อนว่าจะโดนฟัน

2.ยาคุมฉุกเฉินป้องกันได้แค่ 70 -80 % เท่านั้น แม้กินครบและถูกต้องแล้ว ก็ยังท้องได้ (ถ้ากินเม็ดเดียวประสิทธิภาพก็ลดลงกว่านี้อีก)

3.เมื่อกินยาคุมฉุกเฉินไปแล้ว 4 - 5 วัน อาจมีเลือดออกอันเป็นผลจากยาได้ แต่ไม่ได้ออกทุกคน บางคนกินไปแล้วไม่มีเลือดก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องสงสัย
4.เลือดที่ออกจากยาคุมฉุกเฉิน เป็นจากตอนกินยา ฮอร์โมนในเลือดสูงพุ่งปรูด พอหยุดกิน ปริมาณฮอร์โมนลดลงอย่างรวดเร็ว ก็จะมีเลือดออกจากการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก ภาษาหมอเรียก withdrawal bleeding อาจออกเล็กน้อยวันสองวัน หรือ 3 - 4 วันก็ได้ ปริมาณอาจเล็กน้อย หรือมากก็ได้

5.เลือดที่ออกหลังกินยาคุมฉุกเฉิน อาจเป็นเลือดรอบเดือนหรือไม่เป็นก็ได้ ไม่มีใครบอกได้แน่นอน
กินยาคุมฉุกเฉินไปแล้ว หลังจากนั้นมีเลือดออก จะถือว่ามีรอบเดือน เป็นช่วงปลอดภัย แล้วจะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันอย่างอื่นไม่ได้ เพราะอาจตั้งครรภ์ได้ อย่าเสี่ยงซ้ำสองอีกครับ ป้องกันซะ

6.กินยาคุมฉุกเฉินไปแล้ว รอบเดือนอาจแปรปรวน จะมาอีกครั้งเมื่อไหร่ ตอบไม่ได้
กินยาคุมฉุกเฉินแล้วมีเลือดออก ก็ไม่ได้แปลว่า ไม่ท้อง อย่าประมาท
กินยาแล้วไม่มีเลือดออก ก็ไม่เป็นไร

7.กินยาคุมฉุกเฉินไปแล้วมีเลือดออก แล้วอยากกินยาคุมแบบปกติ (แบบ 21 เม็ด หรือ 28 เม็ด)ก็กินได้ แต่ต้องตระหนักเสมอว่า แผงแรกยังไม่ได้ผลเต็มที่ ควรใช้การคุมกำเนิดอย่างอื่นเสริมร่วมด้วย จนกว่าจะขึ้นแผงที่สอง จึงจะได้ผลแน่นอน

8.ใช้ยาคุมฉุกเฉินไปครั้งหนึ่งแล้ว ก็ควรตระหนัก หาวิธีคุมกำเนิดแบบอื่นที่มีประสิทธิภาพกว่านี้ได้แล้ว ไม่ใช่กินซ้ำๆซากๆ ชิวิตมีแต่ฉุกเฉินเสมอ

9.ถ้ากินทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ แล้วอีก 12 ชั่วโมงกินอีกเม็ด ประสิทธิภาพเต็มที่ราว 70-80 % ถ้ากินเม็ดแรกช้ากว่านี้ หรือกินเม็ดหลังช้ากว่า 12 ชั่วโมง ประสิทธิภาพก็ลดลงอีก

10.ถ้ากินยาครบ 2 เม็ดแล้ว หลังจากนั้นจะมีเพศสัมพันธ์อีก อย่าถามว่ายาจะมีผลคุมได้ไหม ... ขนาดกินถูกต้องยังคุมไม่ได้ร้อย แล้วอย่างนี้จะเชื่อใจได้อย่างไร

11.ถ้ากินยาช้า เช่น กินหลังร่วม 1 - 2 วัน ประสิทธิภาพก็ลดลงจากข้อข้างต้น
ระหว่างเม็ดแรกกับเม็ดที่ 2 จะมีเพศสัมพันธ์กี่ครั้งก็ได้ (ถ้าอยากประหยัดและมีแรง)

12.กินยาคุมฉุกเฉินไปแล้ว ถ้าไม่แน่ใจว่าท้องหรือไม่ 3 สัปดาห์หลังกินยาก็ลองตรวจปัสสาวะดูครับ
กินยาคุมฉุกเฉิน ไม่ทำให้ตรวจการตั้งครรภ์ด้วยปัสสาวะเกิดการผิดพลาด

13.อาการข้างเคียงที่เขียนไว้ในใบกำกับยา ไม่จำเป็นต้องเกิดกับทุกคน บางคนอาจไม่มีอาการดังกล่าวก็ได้ คนที่ไม่มีอาการดังกล่าว ก็ไม่ได้แปลว่ายาไม่ได้ผล

14.กินยานี้มากๆบ่อยๆ จะมีผลต่อขบวนการของรอบเดือนทำให้รอบเดือนแปรปรวน อาจมาไม่ปกติ หรือไม่มาได้
ยาคุมฉุกเฉินที่จำหน่ายในประเทศไทย ยี่ห้อมาดอนน่า (Madonna) กับโพสตินอร์ (Postinor) และ แมรี่พิ้ง (Mary Pink) มีตัวยาเหมือนกันเด๊ะ เพียงแต่ผลิตจากคนละบริษัท ประสิทธิภาพเหมือนกัน
ยาคุมฉุกเฉินที่ได้ผลมากที่สุดคือ RU-486 (Mifepristone) ได้ผลถึง 98 % แต่น่าเสียดายที่ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย

15.กินยานี้แล้วมารู้ว่าท้อง ก็ไม่เป็นไร ยาตัวนี้มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนช่วยป้องกันไม่ให้แท้งง่ายๆ
 

การดูแลสุขภาพระหว่างการใช้ยา

1. สตรีควรตรวจเต้านมด้วยตนเอง ภายหลังจากหมดประจำเดือน เดือนละครั้ง
ผลดี หากเต้านมผิดปกติ (เช่น มีก้อน ตุ่มหรือไตแข็ง) ก็จะตรวจพบตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้
2. สตรีควรไปรับการตรวจภายใน (ตรวจมดลูกและอื่นๆ) อย่างน้อยปีละครั้ง
ผลดี หากอวัยวะสืบพันธุ์สตรีผิดปกติก็จะตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้
3. สตรีผู้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดควรกลับไปรับบริการยาเม็ดคุมกำเนิด ตามกำหนดนัด
ผลดี ท่านจะได้รับคำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด และการแก้ไขอาการข้างเคียง ได้รับบริการตรวจเต้านมและเรียนวิธีตรวจเต้านมด้วยตนเอง จะได้รับการตรวจสุขภาพโดยทั่วไป เช่น
- การตรวจหาสิ่งผิดปกติในปัสสาวะ
- การชั่งน้ำหนักเพื่อเฝ้าระวังการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของน้ำหนักที่ผิดปกติ
- การวัดความดันโลหิตเพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติของระบบหลอดเลือดและหัวใจ

อาการข้างเคียงและการปฏิบัติตน

1.ลดการเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน โดยรับประทานยาหลังอาหารเย็น หรือหลังดื่มนม
2. ป้องกันการมีเลือดออกกะปริบกะปรอย โดยรับประทานยาให้ตรงเวลาทุกวัน ไม่ลืมรับประทานยา
3.การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น สตรีบางรายพอใจเพราะทำให้รู้สึกมีสุขภาพดี ถ้าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเกิน 5 กิโลกรัม ใน 1 ปี ควรปรึกษาแพทย์
4.สตรีที่เคยเป็นฝ้าขณะตั้งครรภ์ จะมีโอกาสเป็นฝ้าได้มาก ถ้ารับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ป้องกันการเกิดหน้าเป็นฝ้า โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้หน้าโดนแดดนานๆ ถ้าหยุดรับประทานยาแล้วฝ้าจะหายได้
5. ประจำเดือนออกน้อย เป็นอาการซึ่งเกิดขึ้นได้ ถ้ารับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตรเจนมากเป็นเวลานานหลายๆ ปี ประจำเดือนน้อยลง เป็นการป้องกันโรคโลหิตจาง

อาการผิดปกติที่สำคัญ

สตรีผู้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดต้องรีบไปพบแพทย์ทันที ถ้าเกิดอาการดังต่อไปนี้
1. เจ็บในท้องอย่างรุนแรง
2. เจ็บหน้าอก หรือหายใจแน่นขัด
3. ปวดศีรษะรุนแรง
4. ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน
5. ปวดขามาก
อาการดังกล่าวอาจพบได้ แต่พบได้น้อยในสตรีไทย
เว้นระยะการมีบุตรด้วยการฉีดยาคุมกำเนิด
ยาฉีดคุมกำเนิดเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์เช่นเดียวกับฮอร์โมนเพศที่ผลิตจากรังไข่ของสตรี เมื่อฉีดยาแล้ว ยาจะมีฤทธ์ช่วยป้องกันไม่ให้ไข่สุก หรือป้องกันการตกไข่ จึงช่วยป้องกันการตั้งครรภ์อย่างได้ผลแน่นอน โดยเฉพาะสำหรับสตรีที่ต้องการเว้นระยะการมีบุตร

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด

1.ควรรับประทานยาหลังอาหารเย็น หรือก่อนนอนในเวลาเดียวกันทุกวัน การรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลาทุกวันจะมีผลดังนี้
1.1 ลดอาการคลื่นไส้ และเวียนศีรษะ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้
1.2 ช่วยให้ระดับฮอร์โมนจากยาเม็ดไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นการลดปัญหาการเกิดเลือดออกกะปริบกะปรอย และทำให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์สูง

ถ้าลืมรับประทานยา 1 เม็ด ให้รีบรับประทานทันทีที่นึกได้ และรับประทานเม็ดต่อไปตามเวลาปกติ (อาจใช้ถุงยางอนามัยเป็นเวลา 7 วันร่วมด้วยก็ได้)
ถ้าลืมรับประทานยา 2 เม็ดในแถวเดียวกัน ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ 2 เม็ด วันต่อมารับประทานอีก 2 เม็ด ต่อไปรับประทานวันละเม็ดเวลาปกติ ควรใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วย (เช่น ถุงยางอนามัย) จนรับประทานหมดแผง
ถ้าลืมรับประทานยามากกว่า 2 เม็ดในแถวเดียวกัน ให้หยุดรับประทานและคุมกำเนิดวิธีอื่น (เช่น ถุงยางอนามัย) จนมีประจำเดือน จึงเริ่มรับประทานยาแผงใหม่ หากไม่มีประจำเดือนมาควรปรึกษาแพทย์

การลืมรับประทานยาบ่อยๆ มีผลเสียดังนี้ คือ

เมื่อท่านใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแล้วมีอาการเตือนดังที่แสดงไว้ ควรหยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที
ก. อาจทำให้มีเลือดออกกะปริบกะปรอย
ข. อาจทำให้เกิดตั้งครรภ์ขึ้นได้ ถ้าลืมรับประทานยาในช่วง 2 แถวแรกของแผงยา

ถ้ามีเลือดออกระหว่างรับประทานยาโดยไม่ได้ลืมรับประทานยา โดยเฉพาะในแผงแรกๆ ให้รับประทานยาต่อไปตามปกติ เลือดจะหยุดไปเองแต่ถ้าออกติดต่อกันนานเกิน 5 - 7 วัน ควรปรึกษาแพทย์

ถ้า ไม่มีเลือดออกระหว่างรับประทานยา 7 เม็ดสุดท้าย ให้รับประทานยาแผงต่อไปตามปกติ หากหมดแผงต่อไปแล้ว ประจำเดือนยังไม่มาให้ปรึกษาแพทย์

กินยาคุมกำเนิดให้ถูกวิธี


การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการใช้ยา ทั้งในผู้ที่ใช้ยาเป็นครั้งแรก ผู้ที่ต้องการเริ่มใหม่หลังจากหยุดใช้ยาไปช่วงหนึ่ง ถ้าจะมีเพศสัมพันธ์ใน 2 สัปดาห์แรกต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นๆ ร่วมด้วย
เรื่อง ภญ.อัมพร จันทรอาภรณ์กุล
การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูงเนื่องจากการกินยาเป็นวิธีที่ง่ายไม่เจ็บตัว ราคาถูก ผลป้องกันการตั้งครรภ์ได้สูง ใช้กันอย่างคุ้นเคยมานานแล้ว สะดวก หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป
ต้องเข้าใจเมื่อเริ่มใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
เมื่อรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแผงแรก ควรทำอย่างไร
เช่น ให้ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัย เพราะยาจะยังไม่มีผลในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ทันที หลังจากนั้นสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ ยกเว้นถ้าลืมกินยาในบางกรณีอาจต้องใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่นๆ ร่วมด้วยอีกเช่นกัน
นอกจากนี้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดแผง 21 เม็ดที่มีช่วงเวลาหยุดยา 7 วันในช่วงเวลาที่หยุดยาก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ
 

ทำอย่างไรหากต้องกินยาอื่นร่วมกับยาเม็ดคุมกำเนิด
ถ้ามีการเจ็บป่วยอื่นๆ ขณะใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด เมื่อไปพบแพทย์ หรือซื้อยากินเองควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบว่ากำลังใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดอยู่ เนื่องจากมียาหลายชนิด เช่น ยารักษาวัณโรค ลมชัก และยาปฎิชีวนะบางตัวที่ทำให้ประสิทธิภาพของยาเม็ดคุมกำเนิดลดลงเมื่อนำมาใช้ร่วมกัน และอาจส่งผลให้มีเลือดออกผิดปกติ หรือตั้งครรภ์ได้ ซึ่งหากต้องใช้ยาเหล่านั้นเป็นเวลานานอาจต้องเลือกยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีปริมาณตัวยาสูงขึ้น หรือเปลี่ยนไปใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นแทน
อาการข้างเคียงจากยาเม็ดคุมกำเนิด
ยาเม็ดคุมกำเนิดอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน อาการเจ็บคัดเต้านม เลือดออกกะปริดกะปรอย น้ำหนักตัวเพิ่ม มีสิว มีฝ้า ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่มักหายไปได้เองหลังจากใช้ยาเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ถึง 3 เดือน
ทำไมกินยาเม็ดคุมกำเนิดแล้วตั้งครรภ์
1.รับประทานยาอื่นร่วมกับยาเม็ดคุมกำเนิด (ซึ่งกล่าวไปแล้วข้างต้น)
2.ลืมกินยา
ทำอย่างไรถ้าลืมกินยาเม็ดคุมกำเนิด
ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นยาที่ต้องใช้อย่างต่อเนื่อง การลืมกินยาเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยๆ แม้ว่าไม่เป็นอันตรายแต่ก็มีผลเสีย เช่น ทำให้ผู้ใช้มีเลือดออกกะปริดกะปรอย และถ้าลืมกินบ่อยๆ อาจเกิดการตั้งครรภ์ได้ จึงควรกินยาในเวลาเดียวกันทุกวัน เก็บยาในที่เห็นได้ง่ายๆ เพื่อช่วยเตือนไม่ให้ลืมกินยา กรณีที่ลืมกินยาแล้วให้แก้ไข ดังนี้
ลืม 1 เม็ด ให้กินทันทีที่นึกได้ และกินเม็ดต่อไปในเวลาเดิม


ลืมตั้งแต่ 2 เม็ด ขึ้นไป ติดต่อกันในช่วง 2 สัปดาห์แรก (14 เม็ดแรกของแผง ซึ่งเป็นยาฮอร์โมน) ให้กิน 1 เม็ดทันทีที่นึกได้ และกินเม็ดต่อไปในเวลาเดิมตามปกติจนหมดแผง


ลืมตั้งแต่ 2 เม็ด ขึ้นไป ติดต่อกันในช่วงสัปดาห์ที่ 3 (เม็ดที่ 16-21 ของแผง ซึ่งเป็นยาฮอร์โมน) ให้กิน 1 เม็ดทันทีที่นึกได้ และกินเม็ดต่อไปในเวลาเดิมตามปกติจนหมดแผงครบ 21 เม็ด และเริ่มกินยาฮอร์โมนเม็ดแรก ของแผงใหม่ติดต่อกันไปโดยไม่ต้องเว้นระยะ 7 วัน


กรณีที่เป็นยาชนิดแผงละ 28 เม็ด ให้ทิ้งยาหลอก 7 เม็ดไป
กรณีที่ลืมมากกว่า 2 เม็ดในช่วงใดก็ตาม ให้ใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่น เช่น การใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย เป็นต้น

ทำอย่างไรหากประจำเดือนไม่มา
ถ้าไม่ลืมกินยาไม่ต้องวิตกกังวล และให้เริ่มต้นยาแผงใหม่ตามเวลาปกติ แต่ถ้าขาดประจำเดือนนานติดต่อกัน 2 เดือน ต้องไปพบแพทย์ เพื่อตรวจการตั้งครรภ์ ถ้าลืมกินยาก็ต้องตรวจการตั้งครรภ์เช่นกัน
 

การคุมกำเนิดแบบธรรมชาติ



      วิธีการคุมกำเนิดที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือยาอื่นใดให้เป็นภาระในเรื่องค่าใช้จ่าย ก็คือการคุมกำเนิดโดยวิธีธรรมชาติ แต่วิธีนี้ก็ต้องอาศัยความเข้มแข็งของจิตใจและความชำนาญส่วนตัวค่อนข้างมาก ต้องแน่ใจในตัวเองและต้องยอมรับได้ หากเผลอพลาดตั้งท้องขึ้นมา การคุมกำเนิดแบบธรรมชาติได้แก่ การงดการร่วมเพศ การนับวันไข่ตก และการหลั่งอสุจิ ภายนอก

     
วิธีงดการร่วมเพศ (หรือการคุมกำหนัดนั่นเอง) เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดและปลอดภัยที่สุด แต่ปฏิบัติได้ยากที่สุด เนื่องจาก ความรักระหว่างหญิงชายที่ไม่มีเรื่องเซ็กส์มาเกี่ยวข้องนั้นเป็นความรักในอุดมคติ เป็นความรักของเด็กไร้เดียงสา หรือ ความรักของคนสูงอายุมากๆ วิธีนี้ต้องช่วยกันรับผิดชอบทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย

     
สำหรับวิธีนับวันไข่ตก ฝ่ายหญิงต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบเรื่องการนับวันว่าตอนไหนปลอดภัย ตอนไหนไข่ตก ต้องมีปฏิทิน จดเอาไว้เสมอ แล้วก็แจ้งเตือนฝ่ายสามีไว้ล่วงหน้า สำหรับระยะปลอดภัยในการมีเพศสัมพันธ์ มักใช้คำแทนว่าก่อน 7 หลัง 7 ของประจำเดือนที่ถือว่าเป็นระยะปลอดภัย คือ 7 วันก่อนจะมีประจำเดือนในรอบถัดไป และ 7 วันแรกที่เริ่มมี ประจำเดือน (รวมวันที่มีประจำเดือนด้วย) ซึ่งจะใช้ได้ดีในกรณีที่มีประจำเดือนสม่ำเสมอตรงกันทุกเดือน วิธีนี้มีโอกาส ตั้งครรภ์ค่อนข้างสูงถึง 25- 30 % เพราะบางคนรอบเดือนมาไม่ปกติ อาจมาไม่ตรงกันทุกเดือนทำให้การนับวันผิด พลาด แต่ปลอดภัยต่อสุขภาพมากที่สุด

      สมมติถ้าประจำเดือนจะมีวันที่ 20 ธันวาคม ระยะปลอดภัยทั้งหมด 14 วัน ก็คือ วันที่ 13 - 26 ธันวาคม ถ้ามีประจำ เดือน 3 วัน ระยะปลอดภัยสุทธิที่เหลือ = 14 - 3 = 11 วัน คือวันที่ 13 - 19 ธันวาคม และ วันที่ 23 - 26 ธันวาคม วิธีนี้จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อปฏิบัติตามกติกาอย่างเคร่งครัด ถ้าหากจะมีเพศสัมพันธ์นอกระยะปลอดภัยหรือเมื่อเกิดความไม่ แน่ใจจะต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น การใช้ถุงยางอนามัย

     ส่วนวิธีหลั่งอสุจิภายนอกช่องคลอด
เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายชาย วิธีนี้ขัดต่อจังหวะตามธรรมชาติของความสุขทาง เพศอยู่บ้าง เนื่องจากผู้ชายหลายๆ คนก็รู้สึกว่าการที่ต้องออกมาหลั่งภายนอกตอนจบมันไม่ค่อยได้ความรู้สึกจริงจังเหมือนกับการหลั่งในช่องคลอด แลัวผู้หญิงหลายคนก็ชอบความรู้สึกที่มีน้ำอสุจิฉีดอยู่ภายใน นอกจากนั้นยังเป็นวิธีที่ไม่ค่อยจะได้ ผล จึงมีโอกาสตั้งครรภ์ได้สูงถึง 16 % เพราะมีโอกาสสูงที่อสุจิบางส่วนตกลงในช่องคลอดของผู้หญิง